Select Language THEN

 

ประวัติ

จังหวัดร้อยเอ็ด

เมื่อพิจารณาจากรูปแบบสถาปัตยกรรมของปราสาทกู่กาสิงห์ สันนิษฐานได้ว่าเป็นปราสาทหรือเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 ตามแบบอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร บนพื้นที่ชุมชนโบราณที่อาศัยสืบเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย สร้างเพื่ออุทิศแด่พระอิศวรในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ภายหลังพุทธศตวรรษที่ 18 พบหลักฐานว่าได้มีการรื้อเอาวัสดุก่อสร้างของกู่กาสิงห์ไปสร้างกู่โพนระฆัง ต่อมาในราวปี พ.ศ.2446 มีกลุ่มชนชาติลาวเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านกู่กาสิงห์

ปราสาทกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

คำว่า “กู่” เป็นคำที่คนในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยใช้เรียกสถูปหรือเจดีย์ และผู้คนในบางท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้เรียกปราสาทหินที่สร้างขึ้นเนื่องในสายวัฒนธรรมแบบเขมรหรือขอมอีกด้วย ส่วนคำว่า “กา” ในที่นี้เป็นภาษาท้องถิ่นอีสาน ที่หมายความถึงตราสัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย ดังนั้นคำว่า “กู่กาสิงห์” จึงหมายถึงสิ่งก่อสร้างที่มีรูปของสิงโตเป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่สำคัญในบริเวณกู่นี้ สิงโตเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ทางเอเชียกลางมาก่อน ซึ่งอียิปต์โบราณได้นับถือสิงโตเป็นสัตว์ป่าที่มีอำนาจและพลังในการต่อสู้ทำให้กษัตริย์ในอียิปต์ สร้างอนุสรณ์สถานให้กับตนเองเป็นรูปหน้าคนในร่างสิงโต เรียกว่าตัวสฟิงส์ ส่วนทางด้านตอนเหนือของอินเดีย ได้นำเอาสิงโตมาเป็นตัวแทนความมีพลังในการกระจายอำนาจทางพุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศก มาสู่ดินแดนภูมิภาคทางเอเชียอาคเนย์เนื่องจากเอเชียอาคเนย์ เป็นดินแดนที่ไม่มีสัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่มาก่อน การสร้างรูปแบบสิงโตจึงเป็นไปตามคำบอกเล่าเชิงมุขปาถะ ศิลปินจึงสร้างสิงโตตามคำบอกเล่ามากกว่าความเป็นจริง ดังนั้นสิงโตจึงเป็นสัตว์ในจิตนาการที่นำมาประกอบการสร้างสถาปัตยกรรมในชื่อที่เรียกว่า “สิงห์” ส่วนมากชาวอีสานได้พบอยู่ทั่วไปในบริเวณโบราณสถานที่เป็นกู่ ในชื่อเรียกของชาวบ้านในท้องถิ่นอีสานที่แตกต่างกันว่า ตัวมอมหรือหมาสรวง ซึ่งมักจะพบอยู่กับงูซวงหรือนาค เป็นต้น ดังนั้น คำว่ากู่กาสิงห์ จึงเรียกตามประติมากรรมสิงห์ 2 ตัว ที่ตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าของกู่กาสิงห์ ต่อมาปี พ.ศ.2472 ชาวบ้านได้สร้าง “วัดบูรพากู่กาสิงห์น้อย” ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้กับกู่กาสิงห์

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนกู่กาสิงห์ ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งบูรณะซากโบราณสถาน เพื่อเสริมสภาพความมั่นคง คงทนถาวร และปรับสภาพภูมิทัศน์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เมื่อปี พ.ศ.2534 ถึง พ.ศ.2535 ตามวิธีอนัสติโลซีส ขณะขุดแต่งได้ค้นพบโบราณวัตถุสำคัญเพิ่มขึ้นอีกหลายชิ้น เช่น เครื่องประดับทองคำขนาดเล็กรูปนาค 5 เศียร และแผ่นทองรูปใบไม้ที่ใช้ในการวางศิลาฤกษ์หลายแผ่น โดยเฉพาะเศียรนาคทองคำนั้น ทำขึ้นด้วยฝีมือประณีตอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจางมงกุฎพันธุ์พฤกษาเล็กๆบนเศียรนาคแต่ละเศียรแล้วทำให้ราบว่ามีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ร่วมสมัยกับตัวปราสาท และ ในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2542 ได้กำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 30.56 ตารางวา