Select Language THEN

 

หลักฐานทางโบราณคดี

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในปราสาทกู่กาสิงห์ มีดังนี้ 1.โคนนทิ ประดิษฐานภายในมณฑปของปราสาทประธานกู่กาสิงห์ ตามตำนานในศาสนาพราหมณ์กล่าวว่า โคอุศุภราชเป็นพาหนะของพระศิวะเมื่อจะเสด็จไปยังสถานที่ต่าง ๆ โคอุศุภราชยังมีตำแหน่งเป็นเทวดา มีชื่อว่าเทวดานนทิ โคอุศภราชจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโคนนทิ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปราสาทแห่งนี้อุทิศให้กับพระศิวะ

โคนนทิ ปราสาทกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

 

2. ฐานศิวลึงค์ภายในครรภคฤหะของปราสาทประธาน ซึ่งยังคงปรากฏรูสำหรับวางฤกษ์ การวางฤกษ์ คือ การวางแผ่นทองหรือหินมีค่าเพื่อเป็นมงคลในการสถาปนารูปเคารพ

3. แผ่นทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ของปราสาทประธาน ซึ่งพระอินทร์ทรงเป็นเทพผู้รักษาทิศตะวันออกและเป็นเทพเจ้าแห่งพายุฝน รวมทั้งถือเป็นกษัตริย์แห่งปวงเทพหรือเป็นปฐมเทพ ประทับภายในวิมานที่มีนามว่าอมราวดี ซึ่งแวดล้อมด้วยเหล่าเทพธิดาและคนธรรพ์ โดยทั่วไปพระอินทร์ทรงถือวัชระ 6 แฉก อันเป็นสัญลักษณ์แห่งสายฟ้า แต่บางครั้งก็ทรงถือดอกบัวในพระหัตถ์ได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามทับหลังชิ้นนั้น ๆ อาจไม่ได้อยู่ที่ทิศตะวันออกของปราสาทก็ได้

ฐานศิวลึงค์ ปราสาทกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

 

ทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ปราสาทกู่กาสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

 

4. ทับหลังรูปบุคคลนั่งท่าแบบมหาราชลีลา พระหัตถ์ข้างหนึ่งอาจถือดอกไม้ที่มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม อยู่ในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาลหรือเกียรติมุข ที่ปราสาทประธาน ลักษณะของภาพบุคคลดังกล่าว สันนิษฐานว่าเป็นรูปสัญลักษณ์ของพระอินทร์ ในคัมภีร์มัศยาปุราณะได้บรรยายรูปลักษณะของพระอินทร์ไว้ว่า พระอินทร์คือเทพที่มีวัชระอยู่ในพระหัตถ์ แต่ในบางครั้งพระองค์จะทรงถือ “ดอกบัวหรือปัทม” ด้วยปัทมหรือดอกบัวมีความหมายถึงน้ำ ซึ่งเป็นความสอดคล้องที่ว่าพระอินทร์เป็นเทพแห่งเมฆฝน หรือเป็นผู้ให้น้ำหรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ แต่ในหนังสือทางศาสนาบางฉบับได้อธิบายว่า ดอกไม้ที่อยู่ในพระหัตถ์ของพระอินทร์คือ “ดอกปาริชาติ” โดยศาสนคติดอกปาริชาติคือดอกไม้ทิพย์แห่งสวรรค์ ทั้งดอกบัวหรือปัทมและดอกปาริชาติได้รับการบูชาว่าเป็นดอกไม้ชั้นสูง เป็นดอกไม้แห่งเทพเจ้า จึงเป็นการสมควรที่ดอกบัวที่เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ และดอกปาริชาติที่สัญลักษณ์ของสวรรค์คือดอกไม้ประจำองค์พระอินทร์ทั้งนี้เนื่องจากพระอินทร์เป็นเทพเจ้าที่ได้รับการบูชาจากมหาชนว่าทรงเป็นเทพที่เกี่ยวข้องกันน้ำ และเป็นเทพแห่งท้องฟ้าซึ่งหมายถึงดินแดนแห่งสวรรค์นั้นเอง

ทับหลังรูปบุคคลนั่งท่าแบบมหาราชลีลา ปราสาทกู่กาสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

 

นอกจากนี้สิ่งที่อยู่ในพระหัตถ์ของพระอินทร์ที่ประทับอยู่บนแท่นในท่ามหาราชลีลา อาจหมายถึง “กระบอก” (DANDA) ซึ่งมีความหมายถึงอาวุธของจอมทัพ หรืออาวุธของนักรบที่ใช้สังหารอริราชศัตรู ทั้งนี้เนื่องจากพระอินทร์ทรงมีสถานะเป็นเทพแห่งสงคราม พระองค์จึงมีกระบองเป็นเทพวุธเพื่อใช้สังหารศัตรู ตามคติในศาสนาฮินดูมีความเชื่อว่าสังคมที่มีการบูชารูปพระอินทร์ในฐานะนักรบ หรือจอมทัพ จะทำให้สังคมนั้นประสบแต่ชัยชนะและความสุขตลอดไป

5.ทับหลังของปราสาทบริวารหลังใต้ เป็นทับหลังที่มีรูปแบบตามแบบบาปวนโดยทั่วไป กล่าวคือ มีหน้ากาลตรงกลาง ด้านล่างปรากฏท่อนพวงมาลัยพุ่งออกไป 2 ข้าง ด้านบนมีใบไม้ตั้งขึ้น ด้านล่างมีใบไม้ห้อยเป็นพวงลงมา ทับหลังของปราสาทบริวาร เป็นเพียงบุคคลนั่งอยู่เหนือหน้ากาล ทำให้ไม่อาจทราบได้ว่าปราสาทบริวารดังกล่าวอุทิศให้กับเทพองค์ใด

ทับหลังของปราสาทบริวารหลังใต้ ปราสาทกู่กาสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

 

6. เสากรอบประตูของปราสาทประธาน มีลวดลายดอกซีกดอกซ้อนซึ่งแตกต่างไปจากเสากรอบประตูในศิลปะบาปวนโดยทั่วไป ส่วนเสาประดับกรอบประตูนั้นมีลักษณะเป็นเสาแปดเหลี่ยมประดับด้วยวงแหวนตามแบบบาปวนโดยทั่วไป นอกจากนี้สิ่งที่อยู่ในพระหัตถ์ของพระอินทร์ที่ประทับอยู่บนแท่นในท่ามหาราชลีลา อาจหมายถึง “กระบอก” (DANDA) ซึ่งมีความหมายถึงอาวุธของจอมทัพ หรืออาวุธของนักรบที่ใช้สังหารอริราชศัตรู ทั้งนี้เนื่องจากพระอินทร์ทรงมีสถานะเป็นเทพแห่งสงคราม พระองค์จึงมีกระบองเป็นเทพวุธเพื่อใช้สังหารศัตรู ตามคติในศาสนาฮินดูมีความเชื่อว่าสังคมที่มีการบูชารูปพระอินทร์ในฐานะนักรบ หรือจอมทัพ จะทำให้สังคมนั้นประสบแต่ชัยชนะและความสุขตลอดไป

เสากรอบประตูของปราสาทประธาน ปราสาทกู่กาสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

 

7.ลวดลายกลีบดอกบัวประดับบนฐานปราสาท การสลักลวดลายดอกบัวที่กู่กาสิงห์จึงทำเป็นแนวของกลีบบัว ลักษณะเป็นกลีบบัวเล็บช้าง สลักเป็นคิ้วล้อมรอบกลีบเป็นเส้นขนานกับขอบ กลีบบัวทั้งหมดจะตั้งเรียงกันอยู่บนฐานที่สลักเป็นเส้นตรงในแนวระนาบ กลีบบัวซ้อนกันสองชั้น ช่วงว่างระหว่างกลีบด้านนอกจะเห็นตรงกลางของกลีบภายใน ส่วนด้านในสุดสลักเป็นเกสรบัว ซึ่งมีระดับสูงเหนือกลีบบัวขึ้นไป ในตำนานของพราหมณ์ถือว่าดอกบัวงอกออกมาจากสะดือแห่งประชาบดี ซึ่งมีร่างเป็นจักรวาล มีเศียรเป็นท้องฟ้า มีเทาเป็นโลก และสะดือเป็นบรรยากาศส่วนในวรรณกรรมของฮินดูกล่าวถึงดอกบัวว่า ดอกบัวจะงอกออกมาจากสะดือพระวิษณุ ผู้ทรงบรรทมหลับอยู่ในมหาสมุทร ซึ่งมีพระยาอนันตนาคราชรองรับไว้ ดอกบัวก็จะบานออกให้เห็นพระพรหมซึ่งเป็นผู้สร้างจักรวาล ดังนั้น ในศาสนาพรหมณ์ให้ความสำคัญกับดอกบัว ถือเป็นดอกไม้ที่รองรับจักรวาลเอาไว้

ลวดลายกลีบดอกบัวประดับบนฐานปราสาท ปราสาทกู่กาสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร