Select Language THEN

 

หลักฐานทางโบราณคดี

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในปราสาทนารายณ์เจงเวง มีดังนี้ 1.แผ่นทับหลังด้านหน้าสุดของมุข (ทิศตะวันออก) สลักเป็นภาพเทพบุราประทับแบบมหราชลีลาอยู่บนหลังช้างอยู่เหนือลายหน้ากาล ซึ่งคาบท่อนพวงมาลัยออกมาจากปากทั้งสองข้าง รูปเทพบุรุษบนหลังช้างนี้ อาจหมายถึง พระอินทร์ที่ประทับบนหลังช้างเอราวัณ ซึ่งพระอินทร์นั้นถือว่าเป็นเทพผู้รักษาทิศตะวันออก พระองค์เป็นเทพแห่งพายุฝน และเป็นกษัตริย์แห่งปวงเทพทั้งปวง ประทับอยู่ในวิมารที่มีนามว่าอมราวดี ปกติพระองค์ทรงถือวัชระ 6 แฉก (สัญลักษณ์แห่งสายฟ้า) แต่บางครั้งก็ทรงถือดอกบัว มีพาหนะคือช้างเอราวัณ ซึ่งโดยปกติแล้วรูปช้างเอราวัณนิยมทำเป็น 3 เศียร แต่ในกรณีที่ทำเป็นรูปช้างเศียรเดียวหันด้านข้างนี้ก็พบอยู่เช่นกัน ดังเช่นอาจเปรียบเทียบได้กับภาพสลักบนหน้าบันประตูทิศตะวันออก ระเบียงคตด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธานที่ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นต้น ซึ่งการนำทับหลังภาพพรอินทร์ทรงช้างมาไว้ที่ทิศตะวันออกนั้นถือว่าถูกตามคติของเทพผู้รักษาทิศ

แผ่นทับหลังด้านหน้าสุดของมุข (ทิศตะวันออก) สลักเป็นภาพเทพบุราประทับแบบมหราชลีลา

2.แผ่นทับหลังเหนือกรอบประตูห้องครรภคฤหะ (ทิศเหนือ) สลักเป็นภาพของเทพบุรุษกำลังยืนกางขาอยู่เหนือหน้ากาล โดยมือทั้งสองข้างจับเท้าสัตว์ด้านหลัง 1 เท้า (สัตว์สี่เท้าคล้ายสิงห์) ยกขึ้น ภาพนี้น่าจะเป็นภาพของพระกฤษณะปราบสิงห์ โดยพระกฤษณะถือเป็นอวตารปางที่ 8 ของพระนารายณ์เพื่อที่จะลงมาปราบพญากงส์ซึ่งเป็นฝ่ายอธรรม

แผ่นทับหลังเหนือกรอบประตูห้องครรภคฤหะ ปราสาทนารายณ์เจงเวง

3. แผ่นหน้าบันห้องครรภคฤหะ (ทิศตะวันออก) สลักเป็นภาพเทพบุรุษกำลังฟ้อนรำ โดยมีเทพบริวาร 5 องค์ อยู่ด้านข้าง ภาพนี้คือภาพของพระศิวนาฏราช ซึ่งถือกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญตอนหนึ่งของพระศิวะ โดยการฟ้อนรำของพระศิวะนั้นเป็นทั้งการสร้างและทำลายโลกไปพร้อมกัน หากพระองค์ฟ้อนรำด้วยจังหวะที่พอดีโลกก็จะอยู่ด้วยความสงบสุข แต่หากพระองค์ฟ้อนรำจังหวะที่รุนแรงด้วยความพิโรธโลกก็จะเกิดภัยพิบัติ สำหรับศิวนาฏราชที่หน้าบันปราสาทนารายณ์เจงเวง แสดงเป็นภาพพระศิวะสิบสองกร ยกพระกรขึ้นในท่าจตุระ พระบาทขวาแตะพื้น และงอพระชานุส่วนพระบาทซ้ายอยู่ในท่ากุฏฏิตะ (ยกพระบาทซ้ายขึ้นง้อพระชานุเล็กน้อย) ทางด้านข้างมีบุคคลมาร่วมประกอบในการฟ้อนรำ ได้แก่ พระอุมา (ชายาพระศิวะ) และพระลักษมี (ชายาพระวิษณุ) อยู่ทางด้านขาว ส่วนทางด้านซ้ายเป็นเทพบุรุษ 3 องค์ ได้แก่ พระวิษณุ (มี 4 กร) พระพรหม (มี 4 พักตร์) และพระพิฆเนศ (โอรสของพระศิวะมีเศียรเป็นช้าง) ตามลำดับ

แผ่นหน้าบันห้องครรภคฤหะ (ทิศตะวันออก) พร้อมเทพบุรุษกำลังฟ้อนรำ

4. แผ่นทับหลังเหนือกรอบประตูหลอก (ทิศใต้) สลักเป็นภาพเล่าเรื่อง แบ่งออกเป็น 2 แนว อย่างเป็นระเบียบ โดยไม่มีลายพรรณพฤกษาประกอบดังเช่นทับหลังชิ้นอื่นๆ แนวด้านบนตรงกลางสลักเป็นรูปบุคคล (หน้าคล้ายลิง) นั่งอยู่ในซุ้มเรือนแก้วโดยมีบริวารนั่งเฝ้าอยู่ทั้ง 2 ข้าง บริวารเหล่านี้ถือเครื่องสูง และอาวุธตลอดจนพูนสิ่งของไว้เหนือหัว อยู่ข้างละ 5 คน ส่วนแถวล่างเป็นรูปบุคคลนั่งบนหลังช้าง ข้างหลังมีบริวารแบกอาวุธเดินตามมา 5 คน และด้านหน้ามีบริวารนำขบวน 2 คน โดยมีรูปบุคคลอีก 3 คน มีวัตถุคล้ายหมวกหรือผ้าโพกหัวเดินจูงมือกันเข้าหาขบวนแห่ ลักษณะการแต่งกายของภาพบุคคลบนแผ่นทับหลังนี้แสดงถึงอิทธิพลของศิลปะแบบบาปวนตอนปลาย

แผ่นทับหลังเหนือกรอบประตูหลอก (ทิศใต้)

5.แผ่นทับหลังเหนือกรอบประตูหลอก (ทิศตะวันตก) อยู่ในสภาพชำรุดแต่พอสังเกตได้ว่า สลักเป็นภาพเทพบุรุษกำลังทำท่าขี่นาคโดยมีองค์ประกอบภาพทั้งสองข้างเป็นลายท่อนพวงมาลัยที่โค้งขึ้นจากกลางภาพ และม้วนลงที่ปรายเหนือท่อนพวงมาลัยเป็นใบไม้ตั้งขึ้น ส่วนด้านล่างเป็นลายใบไม้ม้วนห้อยลง ทับหลังชิ้นนี้แสดงถึงเรื่องราวของพระกฤษณะตอนที่ปราบนาคกาสิยะ สำหรับพระกฤษณะนั้นเป็นอวตารปางที่ 8 ของพระวิษณุ

แผ่นทับหลังเหนือกรอบประตูหลอก (ทิศตะวันตก) แสดงภาพตอนพระกฤษณะปราบนาคกาสิยะ

6. แผ่นทับหลังเหนือกรอบประตู (ทิศเหนือ) สลักเป็นภาพเทพบุรุษกำลังต่อสู้กับสิงห์โดยจับขาหลังของทั้งคู่ยกขึ้น ให้หัวสิงห์ห้อยลงพื้น และเท้าคู่หน้าของสิงห์จับข้าของครุฑที่ยืนคายท่อนพวงมาลัยอยู่ข้างละตัว ภาพสลักนี้น่าจะเป็นภาพพระกฤษณะปราบสิงห์ดังที่พบกันอยู่ทั่วไปในปราสาทหินที่พบในไทยและเขมร

แผ่นทับหลังเหนือกรอบประตู (ทิศเหนือ) แสดงภาพเทพบุรุษกำลังต่อสู้กับสิงห์

7. แผ่นหน้าบันเหนือทับหลัง (ทิศเหนือ) สลักเป็นภาพเทพบุรุษ 4 กร (พระนารายณ์) ประทับนอนตะแคงขวาอยู่บนลำตัวนาคที่มีเศียรโล้น (พระยาอนันตนาคราช) พระองค์ทรงถือเทพศาสตราวุธที่เห็นได้ชัด คือ คฑา และสังข์ บริเวณต้นพระชงฆ์มีเทวสตรี (นางลักษมี) นั่งประคองพระชงฆ์อยู่ และที่พระนาภีมีก้านดอกบัวโพล่ขึ้นมา (แต่ส่วนดอกบัวหักหาย) ด้านบนมีเศียรเทพบุรุษที่มองเห็นเพียง 3 เศียร โผล่ขึ้นมา

แผ่นหน้าบันเหนือทับหลัง (ทิศเหนือ) สลักเป็นภาพพระนารายณ์ประทับนอนตะแคงขวา

ภาพเหตุการณ์ตอนนี้ เป็นเรื่องราวในกิจกรรมหนึ่งของพระนารายณ์เมื่อครั้งสิ้นกัลป์ และโลกถูกทำลายลงแล้ว ในครั้งนั้นพระนารายณ์ทรงเข้าบรรทมเหนือพระยานาค (เศษะนาค หรือ อนันตนาคราช) ในเกษียรสมุทร เมื่อพระองค์ลืมพระเนตรเห็นโลกอันว่างเปล่า จึงได้ทำโยคะนิทราเพื่อสร้างสรรพสัตว์ก็บังเกิดดอกบัวดอกหนึ่งผุดออกจากพระนาภี โดยมีพระพรหม ซึ่งมีสี่พักตร์อยู่บนดอกบัวนั้นเพื่อที่จะทำการสร้างโลก และสรรพชีวิตต่อไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งภาพเหตุการณ์นี้ เรียกกันว่า “วิษณุอนันตตาบินปัทมนาภิณ” หรือที่รู้จักกันในนามว่า “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์” นั่นเอง