Select Language THEN

 

ศาสนาและความเชื่อ

เมื่อพิจารณาจากรูปทรงและแผนผังของปราสาทนารายณ์เจงเวง ตลอดจนลวดลายแกะหินที่ประดับตกแต่งอาคาร และงานประติมากรรม แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะแบบบาปวนตอนปลายต่อนครวัดตอนต้น ด้วยเหตุดังกล่าวจึงอาจสันนิษฐานถึงอายุสมัยของปราสาทแห่งนี้ได้ว่า คงสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 โดยใช้เป็นเทวสถานเนื่องในศาสนาฮินดูเป็นสำคัญ สังเกตได้จากแผ่นทับหลังและหน้าบันที่ล้วนแสดงถึงเทพปกรณัมของฮินดู

ตำนานความเชื่อของการสร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวง มีอยู่ว่า เมื่อพระสุวรรณภิงคารทราบข้าวว่า พระมหากัสสปะ นำพระอุรังคธาตุมาประดิษฐานที่ภูกำพร้าตามพระพุทธรูปจนะ จึงโปรดให้ชาวเมืองสกัดหินมุก และหินแลงเพื่อเตรียมการก่ออุโมงค์ขึ้นบนยอดดอยแท่น แต่ฝ่ายหญิงชาวเมืองผู้นำโดยพระนางนารายณ์ เจงเวงราชชายา เห็นว่าควรจะสร้างที่อุทยานเจงเวง จะได้สามารถสักการะได้ทุกฤดูกาล ฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงจึงคิดสร้างอุโมงค์แข่งขันกันโดยกำหนดว่า นับตั้งแต่วันรุ่งขันพอเห็นลายมือให้ลงมือก่อสร้างจนถึงดาวงเพ็กขึ้นให้ถือเป็นยุติ หากฝ่ายใดก่อนเสร็จก็จะให้เป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ

ฝ่ายหญิงชาวเมืองจึงรวมกำลังก่ออุโมงค์แข่งกับฝ่ายชาย และได้กล่าวว่าฝ่ายชายก็มีมือ 2 มือ และนิ้วมือข้างละ 5 นิ้ว เหมือนกัน มิใช่ว่าผู้ชายจะมีมือ 4 มือ ดังเช่นพระนารายณ์

ฝ่ายชายอวดอ้างว่า ตนมีกำลังมากกว่าฝ่ายหญิง จึงก่อขัว (สะพาน) หินเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ยาว 100 วา กว้าง 5 วา ไปถึงตีนดอยแล้วก่อเป็นบันไดแก้วขึ้นไป ซึ่งก็มีชายเฒ่าคนหนึ่งบอกว่าควรก่ออุโมงค์ให้เสร็จก่อนแล้วถ้ามีเวลาเหลือจึงลงมาก่อสะพานและบันไดแก้ว แต่ฝ่ายชายหนุ่มก็ไม่เชื่อฟัง เนื่องจากเชื่อในกำลังของตนเองว่าควรก่ออุโมงค์ให้เสร็จก่อนแล้วถ้ามีเวลาเหลือจึงลงมาก่อสระพานและบันไดแก้ว เมื่อเสร็จด้านล่างจึงลงมือก่ออุโมงค์ขึ้นทั้ง 4 ด้าน แต่ยังไม่ทันได้ก่อผนังแต่อย่างใด

ขณะนั้นฝ่ายหญิงเกรงว่าฝ่ายชายจะก่อเสร็จ จึงแต่งตัวออกไปยั่วยวนฝ่ายชายที่กำลังขนหินอยู่ ซึ่งผู้ชายก็วางหินลงแล้วขึ้นไปที่บนดอยที่ก่ออุโมงค์ทำโคมไฟขึ้นแขวน กล่าวกันว่า ดาวเพ็กขึ้นแล้วจากนั้นจึงตามฝ่ายหญิงไปจนหมดสิ้น คงเหลือแต่ผู้เฒ่าที่มีความแค้นใจให้อยู่ที่นั้น ตรงบริเวณที่เขากองหินไว้นั้น คนทั้งหมดก็เรียกว่า “แค้นแท้” มาจนถึงบัดนี้ ด้วยเหตุนี้อุโมงค์ของฝ่ายชายบนดอยแท่นจึงยังก่อไม่เสร็จ ในขณะที่อุโมงค์ของฝ่ายหญิงสำเร็จเรียบร้อยตามสัญญา

เมื่อพระมหากัสสปะมาถึงเมืองหนองหานหลวงก็นำพระอุรังคธาตุมาตั้งไว้บนอุโมงค์ที่ก่อไม่เสร็จนั้น พญาสุวรรณภิงคารก็ออกมาต้อนรับและกริ้วพวกผู้หญิงที่ใช้มายามาหลอกฝ่ายชายจนกว่าอุโมงค์ไม่เสร็จแต่พระมหากัสสปะก็เทศนาจนหายกริ้ว พญาสุวรรณภิงคารทูลขอแบ่งพระอุรังคธาตุไว้บ้างแต่พระมหากัสสปะก็ไม่ยินยอมเนื่องจากจะผิดไปจากพระพุทธวจนะที่ให้นำไปประดิษฐานที่ภูกำพร้า ฝ่ายหญิงได้มาขอแบ่งอุรังคธาตุเพื่อไว้สักการบูชาบ้าง พระมหากัสสปะจึงให้พระอรหันต์กับไปยังที่ถวายพระเพลิงนำพระอังคารมา 3 ทะนาน และมอบให้หญิงทั้งหลายนำไปสถาปนาไว้ในอุโมงค์ที่ก่อเสร็จแล้วนั้น สถานที่นี้จึงได้ชื่อว่า “ธาตุนารายณ์เจงเวง” ตามคำที่หยิ่งกล่าวเมื่อแรกจะก่อสร้าง ส่วนคนเฒ่าคนแก่เรียกว่า “อุโมงค์อิตถีมายา” แต่พญาสุวรรณภิงคารก็ได้ตัดให้เรียกตามคำพระอรหันต์สำหรับอุโมงค์ของฝ่ายชายที่สร้างไม่เสร็จก็ให้ชื่อว่า “ภูเพ็กมุสา” ตามเหตุที่ถูกหลอกลวง