Select Language THEN

 

หลักฐานทางโบราณคดี

1. จารึกที่เสากรอบประตูปราสาทประธาน (ปราสาทหลังกลาง) จารึกด้วยอักษรขอมโบราณภาษาสันสกฤต 4 บรรทัด เนื้อหากล่าวถึง “นักบวชมุนีสุวันตยะ พระฤษีไวศัมปยะ รวมถึงการก่อสร้างและการจัดพิธีบูชายัญ” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณ ได้กำหนดอายุโดยการเปรียบเทียบตัวอักษรไว้ว่าน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17

2. แผ่นทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ อยู่เหนือกรอบประตูด้านหน้าของปราสาทประธาน อยู่เหนือพระยาอนันตนาคราช มีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “วิษณุอนันตศายิน” องค์พระนารายณ์มี 4 กร โดยพระองค์ยกพระกรขวาบนขึ้นยันพระเศียร ส่วนพระกรที่เหลือทรงถือศาสตราวุธสำคัญ ได้แก่ คฑา สังข์ ก้อนดิน (ภู) หรือ จักร ไว้ในพระหัตถ์ และมีพระนางลักษมี (ชายา) นั่งประคองพระชงฆ์ของพระองค์เอาไว้ นอกจากนี้ที่บริเวณพระนาภีของพระนารายณ์จะทรงเข้าบรรทมในเกษียรสมุทร เพื่อให้กำเนิดพระพรหม แสดงถึงความเชื่อของศาสนาฮินดู เมื่อครั้งสิ้นสุดกัลป์หลังจากโลกถูกทำลายลงแล้วพระนารายณ์จึงทรงเข้าบรรทมในเกษียรสมุทร เพื่อให้กำหนดพระพรหมซึ่งจะได้ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งต่าง ๆ ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทประธาน ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

3. แผ่นหน้าบันภาพหน้ากาลหรือกีรติมุข อยู่เหนือทับหลังรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ทางด้านหน้าของปราสาทประทาน มีสภาพชำรุดตรงส่วนกลางแต่พอสังเกตได้ หน้ากาลหรือกีรติมุขที่มีรูปสิงห์นั่งอยู่ทางด้านข้างลายหน้ากาลทำเป็นรูปหน้าสัตว์ในเทพนิยายที่มีกำเนิดจากพระอิศวร แต่มีเฉพาะใบหน้าเนื่องจากได้กลืนกินตัวของตนเองเข้าไปและที่เรียกกันว่าหน้ากาลก็หมายถึงเวลา เนื่องจากเวลาเป็นผู้กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง กีรติมุขหรือหน้ากาลนั้นถือว่าเป็นผู้เฝ้าเทวาลัยและคอยกลืนกินความชั่วไม่ให้เข้าสู่ภายในศาสนสถาน สำหรับหน้าบันด้านหลังของปราสาทปรานสลักเป็นภาพเทพนั่งชันเข่าอยู่ในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายลายพรรณพฤกษาที่มีปลายม้วนเข้าด้านในทั้งสองข้าง

ร่องรอยหน้ากาลหรือกีรติมุข ที่มีสภาพชำรุด ที่อยู่เหนือทับหลังรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทประธาน ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

4. แผ่นทับหลังรูปคชลักษมี อยู่เหนือหน้ากาลประตูด้านหลังของปราสาทบริวารองค์ทิศเหนือ เป็นภาพเทวสรีตอันหมายถึงพระนางลักษมีซึ่งเป็นชายาของพระนารายณ์ประทับนั่งโดยมีพระหัตถ์ทรงถือดอกบัวข้างละดอก นอกจากนี้ก็มีรูปช้าง 2 เชือกยืนชูงวงเข้าหากันอยู่ด้านข้าง สำหรับความหมายของคชลักษมี ถือเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภ ดังนั้นผู้ที่เคารพบูชาพระลักษมีก็จะประสบแต่ความสุขและความเจริญทั้งปวง

5. แผ่นทับหลังรูปเทพประทับนั่งถือพระขรรค์ อยู่ด้านหลังอาคารบรรณาลัย (ทิศตะวันออก) เป็นรูปเทพนั่งชันเข่าถือพระขรรค์อยู่ในซุ่มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล ทับหลังชิ้นนี้มีลายแกะสลักที่คมชัด และถือเป็นทับหลังที่มีความงดงามโดดเด่นชิ้นหนึ่งของปราสาทเปือยน้อย

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทประธาน ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

6. แผ่นหน้าบันรูปอุมามเหศวร อยู่ด้านหลังของบรรณาลัย เป็นรูปของพระอิศวรและพระนางอุมา (ชายา) ประทับนั่งอยู่บนหลังโคนนทิ หรือที่เรียกกันว่า “อุมานเหศวร” ภาพเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงการนับถือพระอิศวร ซึ่งเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่งของศาสนาฮินดูได้เป็นอย่างดี

พระอิศวรและพระนางอุมาทรงบนหลังโคนนทิ หรือ “อุมานเหศวร” ที่มา : สำนักศิลปากรที่ 9 ขอนแก่น

7. แผ่นหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสลักภาพเทพ 9 องค์ ชิ้นหนึ่ง ค้นพบเมื่อปี พ.ศ.2533 ซึ่งทางกรมศิลป์ทำการขุดแต่งบรรณาลัย (ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดธาตุกู่ทองที่อยู่ด้านข้างของปราสาทเปือยน้อย) ภาพเทพดังกล่าวเป็นรูปเทพนพเคราะห์ 4 องค์ และเทพผู้รักษาทิศ 5 องค์อยู่ตรงกลาง อย่างไรก็ตามแท่งหินที่พบนี้มีภาพเทพ 1 องค์ ชำรุดหักหายไป สำหรับที่ของแท่งหินรูปเทพนี้ คงมิใช่เป็นแผ่นทับหลัง เนื่องจากบริเวณขอบด้านบนได้สลักเป็นรูปดอกบัว สันนิษฐานว่าอาจใช้ประโยชน์สำหรับการแก้บนหรือใช้สำหรับการบูชาเทพต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลของผู้ประกอบพิธีกรรม

8. แผ่นทับหลังรูปของบุคคลนั่งอยู่บนช้าง 3 เศียร อยู่ด้านหน้าเหนือหน้ากาลของปราสาทบริวารหลังใต้ สันนิฐานว่าเป็นภาพของพระอินทร์ที่ประทับบนพาหนะของพระองค์ คือ ช้างเอราวัณ การที่พบทับหลังชิ้นนี้อยู่ทางทิศตะวันออกถือว่าถูกต้องตามคติของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระอินทร์นั้นทรงเป็นเทพผู้รักษาทิศตะวันออก สำหรับแผ่นหน้าบันด้านหน้าสลักเป็นภาพหน้ากากกลังคายสิงห์ออกมาข้างละตัว โดยมือทั้งสองของหน้ากากจับขาสิงห์เอาไว้บริเวณมุมตอนล่างของขอบหน้าบันสลักเป็นมกรคายเศียรนาค

โคปุระด้านทิศตะวันออก (ด้านใน) หน้าบันรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ 3 เศียร ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

9. แผ่นทับหลังทางด้านทิศตะวันตก (ด้านหลัง) ของปราสาทบริวารหลังใต้ มีสภาพค่อนข้างลบเลือน แต่พอสังเกตได้ว่าเป็นภาพของเทพประทับนั่งอยู่เหนือรูปสัตว์บนหน้ากาล สันนิษฐานว่าเป็นภาพของพระวรุณทรงหงส์ซึ่งถือกันว่าเป็นเทพผู้รักษาทิศตะวันตก

สำนักศิลปากรที่ 9 ขอนแก่น

10. แผ่นทับหลังรูปของพระกฤษณะ อยู่เหนือกรอบประตูของประตูซุ้มหรือโคปุระ เป็นภาพของพระกฤษณะ (ตอนเป็นอวตารปางที่ 8 ของพระนารายณ์ เพื่อลงมาปราบพระยากงณ์) กำลังต่อสู่กับม้าเกศีอยู่เหนือหน้ากาล

11. แผ่นหน้าบันรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ เป็นแผ่นหินรูปจั่วทรงสามเหลี่ยมเหนือทับหลังของประตูซุ้มหรือโคปุระ สลักเป็นรูปพระนารายณ์ทมรงครุฑอันเป็นพาหนะของพระองค์ แต่ปัจจุบันชิ้นส่วนด้านบนของหน้าบันชิ้นนี้ได้ชำรุดหักหายไปแล้ว 12. แผ่นหินหน้าบันของมุขด้านใน (ทิศตะวันตก) ของประตูซุ้มหรือโคปุระ เป็นภาพพระอินทร์ประทับบนหลังช้างเอราวัณ 3 เศียร อยู่ท่ามกลางลวดลายพรรณพฤกษา