Select Language THEN

 

หลักฐานทางโบราณคดี

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในปราสาทปรางค์กู่ มีดังนี้

แผ่นทับหลังรูปพระอิศวรทรงโค

อยู่ภายในซุ้มเหนือหน้ากาลของปรางค์ประธาน ซึ่งคาบพวงมาลัยออกมาทั้งสองข้างและมีลายใบไม้ขนาดเล็กตั้งขึ้นเป็นแนวลักษณะทับหลังแบบนี้จัดอยู่ในแนวศิลปะเขมรแบบบาปวน (พ.ศ. 1560-1630 )

แผ่นทับหลังรูปพระอิศวรทรงโค ปราสาทปรางค์กู่ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

ฐานศิวลึงค์

ด้านในปรางค์ประธาน บนฐานเป็นแนวตั้งของเสาหินรูปแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่นี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของศิวลึงค์ โดยจะเจาะเป็นช่องตรงจุดกึ่งกลางเพื่อให้ศิวลึงค์ทรงกระบอกสอดใส่ลงไปได้และยังสลักหินเป็นจะงอยปากยื่นออกมาพร้อมกับสลักเป็นร่องสำหรับน้ำออกมาภายนอกด้วยทั้งศิวลึงค์โยนี โดยจะใช้น้ำนมเทราดบนศิวลึงค์ และปล่อยให้ไหลลงมารวมกันที่โยนี การบูชาศิวลึงค์นั้นเป็นการนับถือพระศิวะ ซึ่งเป็นเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ศิวลึงค์สลักด้วยแท่นหินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนฐานสลักเป็นรูปสี่เหลี่ยม เรียกพรหมภาค เหนือขึ้นมาหลักเป็นรูปแปดเหลี่ยม เรียกวิษณุภาค และส่วนบนสุดเรียก กรุทรภาค จะสลักเป็นรูปทรงกระบอกปลายโค้งมนซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดเพราะหมายถึงพระศิวะที่เป็นมหาเทพ

ฐานศิวลึงค์ ปราสาทปรางค์กู่ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

ฐานศิวลึงค์ ปราสาทปรางค์กู่ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

เสาประดับกรอบประตูข้างๆ โยนี

มีแท่นหินสลักเป็นวงแหวนมีรูปใบไม้ครึ่งใบและเต็มใบประกอบวงแหวนเรียกแท่งหินนี้ว่า เสาประดับขอบประตูเป็นเสาซึ่งตั้งอิงกรอบประตูของปราสาทต่างๆของเขมร เสาประดับกรอบประตูเริ่มปรากฏราวพุทธศตวรรษที่ 12 มีรูปร่างเป็นเสากรมสมัยต่อมาวิวัฒนาการเป็นเสาเหลี่ยมมักสลักเสาเป็นรูปวงแหวนที่กึ่งกลางมีขนาดใหญ่ที่สุดเสี้ยวและกึ่งของเสี้ยวของเสาจะเล็กลงตามลำดับ วงแหวนที่มีลายใบไม้ประดับดังกล่าวนี้กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ตรงกับศิลปะเขมรแบบบาปวน