Select Language THEN

 

หลักฐานทางโบราณคดี

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในปราสาทภูเพ็ก มีดังนี้

1. แท่นหินรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างยาวด้านละ 5 เซนรติเมตร สูง 48 เซนติเมตร ด้านบนเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสลึก กว้างด้านละ 22 เซนติเมตร อยู่ตรงกลาง และมีช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก (75 เซนติเมตร) เจาะเรียงเป็นแนวรอบช่องสี่เหลี่ยมตรงกลางด้านละ 5 ช่อง โบราณวัตถุชิ้นนี้ เพื่อพิจารณาจากการเจาะช่องดังกล่าว อาจหมายถึงการบรรจุแผ่นฤกษ์เพิ่มความเป็นสิริมงคลก่อนการก่อสร้างอาคาร หรือกระทำมงคลพิธีต่างๆ ซึ่งพบการฝังแผ่นฤกษ์ตามกรุของศาสนสถานหลายๆแห่ง นอกจากนี้แผ่นหินที่เจาะช่องเป็นรูปหลุมเรียงกันเหล่านี้อาจมีความหมายถึงการจำลองจักรวาลหรือที่ประทับของเทพเจ้า โดยบรรจุวัตถุที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของเทพผู้ยิ่งใหญ่ และรูปย่อของจักรวาลที่แทนด้วยวัตถุต่างๆ กันลงไปตามช่อง เอให้ได้ความหมายอันแสดงว่าสิ่งที่อยู่ ณ ตำแหน่งตรงกลางของแท่นหินนี้เป็นสิ่งอันเป็นสิริมงคลสูงสุดของจักรวาล

แท่นหินจัดเป็นแนวรอบช่องสี่เหลี่ยมตรงกลางด้านละ 5 ช่อง ปราสาทภูเพ็ก ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

 

2. ศิวลึงค์หักเป็นหินทราย มีฐานรูปสี่เหลี่ยม กว้าง 45 เซนติเมตร ส่วนบนชำรัดหักหายไป แต่สันนิษฐานได้ว่าคงมีทรงโค้งมน สูง 1.30 เมตร แท่งหินนี้น่าจะสลักเป็น 3 ส่วน ส่วนล่างทำเป็นทรงสี่เหลี่ยม ส่วนกลางสลักเป็นทรง 8 เหลี่ยม และส่วนยอดทำเป็นทรงโค้งมน สิวลึงค์ที่มีการแบ่งเป็น 3 ส่วนลักษณะนี้ เรียกว่า แบบประเพณีนิยม โดยถือเป็นรูปเคารพสูงสุดของศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นการรวมรวมเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ 3 องค์เข้าด้วยกัน (ตรีมูรติ) อันได้แก่ ส่วนบนโค้งมน เรียกว่า “รุทรภาค” หมายถึง พระศิวะ (อิศวร) ส่วนกลางทรงแปดเหลี่ยม เรียกว่า “พรหมภาค” หมายถึง พระพรหม ส่วนล่างทรงสี่เหลี่ยม เรียกว่า “วิษณุภาค” หมายถึง พระวิษณุ (นารายณ์) ศิวลึงค์นั้นถือเป็นสัญลักษณ์หรือรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ โดยทำเป็นรูปอวัยวะเพศชายซึ่งสืบมาจากความเชื่อดั้งเดิมตั้งแต่สมัยอารยธรรมล่มน้ำสินธุของอินเดียแล้ว โดยมากศิวลึงค์มักจะพบประดิษฐานอยู่บนแท่นที่เรียกว่า “โยนิโทรณะ” อันเป็นเครื่องหมายของเครื่องเพศหญิง เจ้าแม่ปารพตีอันเป็นภาคหญิงของพระศิวะ การกำเนิดของการบูชาศิวลึงค์ มีเรื่องเล่าว่า ในครั้งหนึ่งพระพรหมกับพระวิษณุถกเถียงกันว่า ใครยิ่งใหญ่กว่ากัน และใครเป็นผู้สร้างจักรวาล แต่ก็ตกลงกันไม่ได้ จนเกิดเหตุการณ์มหัศจรรย์ขึ้นมา กล่าวคือมีวัตถุรูปเหมือนเสามหึมาเป็นเปลวไฟร้อนแรงมาก ผุดขึ้นมาจากพื้นโลกพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจนมองไม่เห็นยอดพระวิษณุกับ พระพรหมจึงเลิกการโต้แย้ง และสงสัยกันว่าดังนี้คืออะไร มีที่ตั้งต้นและจุดจบที่ไหนพระวิษณุก็เลยแปลงเป็นหมูป่า (วราหะ) ขุดตามเสาไปดูเบื้องล่าง ส่วนพระพรหมก็แปลงล่างเป็นหงส์ เพื่อไปดูส่วนยอดของเสาดังกล่าว ในการนี้ใช้เวลาหลายกัลป์ พระวิษณุขุดลงไปเพียงใดก็ไม่พบจุดตั้งต้น จึงยอมแพ้ สำหรับพระพรหมก็เช่นเดียวกัน หาจุดสิ้นสุดไม่พบ แต่ระหว่างทางพบดอกไม้ดอกหนึ่งหล่นลงมาจากฟ้าพระพรหมก็ถามว่าเล่นมาจากที่ใด ดอกไม้ดังกล่าวก็บอกว่าตกมาจากเครื่องประดับเศียรพระสิวะซึ่งใช้เวลานานหลายกัลป์กว่าจะลงมาถึงที่พระพรหมประทับอยู่ พระพรหมจึงกลับลงมาพบกับพระวิษณุข้างล่าง พระวิษณุก็ยอมแพ้ ส่วนพระพรหมกล่าวเท็จในทำนองว่าพบจุดสิ้นสุดแล้ว ทั้ง ๆ ที่ไปไม่ถึงเมื่อพูดจบเสาเพลิงก็ระเบิดออก ปรากฏรูปของพระศิวะขึ้นมากลางเสา และประกาศว่าสิ่งนี้คือพลังอำนาจของพระองค์เองซึ่งพลังอำนาจไม่สามารถวัดได้ไม่มีจุดตั้งต้น ไม่มีจุดจบ และจะดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ เพื่อเป็นแกนของโลกทั้งหลายทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง พระวิษณุและพระพรหมจึงยอมรับในพลังอำนาจของพระศิวะ บางคัมภีร์เล่าต่อว่า เพื่อเป็นการลงโทษพระพรหมที่กล่าวเท็จ พระสิวะจึงตัดเศียรที่ 5 ออก ทำให้พระพรหมมี 4 เศียรภาพรูปแบบนี้ถือเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะมีชื่อว่า “ลิงโคทภวมูรติ” การเรียกชื่อส่วนต่างๆ ของศิวลึงค์นั้น สามารถอธิบายได้ดังนี้ ส่วนฐานล่าง ที่ทำเป็นรูปสี่เหลียมหมายถึง โลกเบื้องล่าง อันเป็นสถานที่ที่พระวิษณุลงไปค้นหาจุดตั้งต้น จึงเรียกว่า “วิษณุภาค” ส่วนกลาง ที่ทำเป็นรูปแปดเหลี่ยมนั้น หมายถึง อากาศ-พื้นโลก (ระหว่างสวรรค์ กับ พื้นดิน ) จะแบ่งออกได้เป็น 8 ทิศ และเป็นสถานที่ที่พระพรหมขึ้นไปค้นหาจุดสิ้นสุดและพระพรหมก็เป็นเทพผู้รักษาทิศเบื้องบนจึงเรียกว่า “พรหมภาค” ส่วนบน ทำเป็นรูปทรงโค้ง หมายถึง สิ่งที่สุดอันได้แก่ สวรรค์ ที่เป็นโลกของพระศิวะจึงเรียกว่า “รุทรภาค”

ศิวลึงค์ และฐานโยนี ที่พบ ณ ปราสาทภูเพ็ก ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

 

วิวมุมสูงจากด้านบน บริเวณปราสาทภูเพ็ก สามารถมองเห็นหนองหารสกลนครที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

 

วิวมุมสูงจากด้านบน บริเวณปราสาทภูเพ็ก ที่มา : สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร